วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับ 3 อ. ดูแลสุขภาพ สวยจากภายในสู่ภายนอก

แพทย์ผุ้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะเคล็ดลับทำยังไงจึงมีผิวสวยใจใสตามแบบฉบับเวิร์กกิ้งวูเมน โดยถือคติ 3 อ.

ผู้หญิงยุคนี้มีบทบาทหน้าที่การงานมากขึ้น จนไม่มี เวลาใส่ใจดูแลตัวเองอย่างเต็มที่ อย่าประมาทเชียวนะคะ เรื่องแบบนี้ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานวันยิ่งเยียวยายาก ใน งานสัมมนาเรื่อง การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ ให้สวยจากภายในสู่ภายนอก จัดโดย Skinn Fit (สกินฟิต) เครื่องดื่มที่อุดมด้วยสารอาหารสำคัญเพื่อผิวสวยง่ายๆทุกวัน ที่โรงพยาบาลยันฮี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค.) ได้เผยเคล็ดลับทำยังไงจึงมีผิวสวยใจใสตามแบบฉบับเวิร์กกิ้งวูเมน ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังประจำรพ.ยันฮี "พญ.วิสุทธิพา คุณณะรักษ์ไทย" เปิด ประเด็นว่า ศัตรูร้ายของผิวคือแสงแดด ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดกระ ฝ้า ผิวหมอง-คล้ำและริ้วรอยเหี่ยวย่น ยิ่งบ้านเราแดดแรงขนาดนี้ ควรป้องกันด้วยการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง โดยสามารถเริ่มทาครีมกันแดดได้ตั้งแต่เด็กๆ เน้นที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ส่วนศัตรูตัวรองลงมาคือ พวกละอองฝุ่นในอากาศ ซึ่งทำให้คนสมัยนี้เป็นผื่นคันเพราะภูมิแพ้กันเยอะมาก เช่นเดียวกับอาหารจำพวกแป้งและไขมัน เมื่อทานมากๆต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะก่อให้เกิดเซลลูไลต์และผิวเป็นเปลือกส้ม ตามส่วน ต่างๆของร่างกาย

คุณหมอแนะนำว่า เคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวที่ดีที่สุด คือควรทำควบคู่กันระหว่างการดูแลภายนอก และภายใน โดยยึดหลัก 3 อ. เป็นสำคัญ อ. แรกคือ อาหาร ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อจะทำให้ร่างกายได้ รับสารอาหารครบถ้วน รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการทำลายผิวให้หมองคล้ำและเกิดริ้วรอย โดยอาหารที่ดีต่อสุขภาพผิวได้แก่ อาหารประเภทโปรตีน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ อีกประเภทคือ ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ช่วยเรื่องผิวพรรณได้โดยตรง เช่น วันไหนรู้สึกล้าๆ ผิวพรรณ ไม่สดใส ลองทานน้ำผลไม้คั้นสดๆ เช่น น้ำส้ม หรือน้ำฝรั่ง จะช่วยให้สดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที หรือทาน เป็นผลไม้สดๆได้ยิ่งดี ขณะเดียวกัน คุณหมอย้ำว่า ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและไขมัน รวมถึงจังก์ฟู้ดและอาหารทอดๆ นอกจากจะทำให้น้ำหนักเพิ่มแล้ว ยังไม่มีประโยชน์ต่อผิว และเป็นตัวการให้เกิดริ้วรอยหมองคล้ำ ผิวพรรณไม่สดใส พวกไขมันกับของทอดๆ เช่น เฟรนช์ฟราย ไก่ ทอด รวมถึงน้ำอัดลม เมื่อทานไปนานๆจะสะสมกลายเป็นเซลลูไลต์ ผิวเป็นเปลือกส้ม ถึงแม้จะออกกำลังกายจนน้ำหนักลด แต่เซลลูไลต์ก็ลดไม่มาก เพราะพวกนี้สะสมอยู่ภาย นอก ทางที่ดีควรป้องกันไม่ให้เกิดตั้งแต่แรก

สำหรับ อ.ที่สอง คุณหมอชี้แนะว่า เป็นเรื่องของ อารมณ์ ควรทำอารมณ์ให้ เบิกบานแจ่มใสและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อาจจะฝึกมองโลกแง่บวก เพื่อให้เห็นด้านที่ดีๆมากกว่าด้านร้ายๆ หรือถ้า รู้ตัวว่ากำลังคร่ำเครียดกับงานจนเกินไป ก็ ให้ลุกจากหน้าคอมพิวเตอร์ไปรีแล็กซ์สักพัก ขณะที่ อ. ออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่ง คาถาเพื่อสุขภาพดี คุณหมอยืนยันว่า การออกกำลัง กายเป็นเคล็ดลับที่ทำให้เราแก่น้อยที่สุด ไม่เพียงแต่จะช่วยขับเหงื่อดีทอกซ์ผิว ยังทำให้อารมณ์แจ่มใส สุขภาพร่างกายแข็งแรง เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและจิตใจที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดี คุณหมอฝากข้อคิดไว้ว่า การทานอาหารเสริม หรือเครื่องดื่มที่มีสารอาหารสูง เช่น วิตามินซี คอลลาเจน กรดอะมิโน และไนอะซิน ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับสาวทำงานยุคใหม่ ซึ่งใช้ชีวิตเร่งรีบ จนไม่มีเวลาทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ ขาดการออก กำลังกายและพักผ่อนไม่เพียงพอ อย่างวิตามินซีจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและต่อต้านอนุมูลอิสระ หรืออย่างไนอะซินวิตามินบี 3 ก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ทำให้ผิวมีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

"ว่าที่คุณหมอ"นานาชาติถกปัญหาสุขภาพ ทึ่ง "แพทย์แผนไทย"

ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ความร้อน พุ่งปรี๊ด หวิดปรอทแตก เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนทัพบุกกรุงเพื่อมาชุมนุมกดดันให้รัฐบาลยุบสภา

จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าประเทศไทยมีการชุมนุมที่น่าปลื้มใจของบรรดานิสิต นักศึกษาแพทย์จากทั่วโลก เกือบ 1,000 ชีวิต ที่เดินทางมาร่วม การประชุมสามัญประจำปีของสมาพันธ์นิสิตนัก ศึกษาแพทย์นานาชาติ ครั้งที่ 59 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ระหว่างวันที่ 7-13 มี.ค.ที่ผ่านมา

และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีโอกาสรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งบรรดานิสิต นักศึกษาแพทย์ ทุกสถาบันที่ดำเนิน การเปิดการเรียนการสอนด้านแพทยศาสตร์ ทั้ง 19 สถาบัน ผนึกกำลังร่วมจัดงาน เพื่อให้สมศักดิ์ศรีการเป็นเจ้าภาพ



แม้งานเสร็จสิ้นไปหมาดๆ ท่าม กลางการสอบถามเซ็งแซ่ถึงสถานการณ์บ้านเมืองจากบรรดานิสิต นักศึกษาแพทย์ต่างประเทศ แต่ก็ต้องถือว่าน่ายินดีที่การประชุมผ่านไปด้วยความราบรื่น บนความประทับใจกันถ้วนหน้า

"นิสิตา" ไม่อยากให้การชุมนุมดีๆแบบนี้ถูกกลืนหายไปกับสถานการณ์ความวุ่นวายของบ้านเมือง จึงชะแว้ปไปคว้าตัวน้องๆ มาเป็นตัวแทนถ่ายทอดเรื่องราว



เริ่มกันที่ ฟิลลิป...จิรายุ จันทนาโกเมษ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชั้นปีที่ 3 ประธานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย แถลงไขว่า "สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติ เป็นองค์กรอิสระที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การสหประชาชาติ ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการ มีสมาชิกเป็นนิสิต นักศึกษาแพทย์จากทั่วมุมโลก ถือได้ว่าเป็นองค์กรของนักเรียนแพทย์ที่ใหญ่ และเก่าแก่ที่สุด ปัจจุบันมีสมาชิกกว่าร้อยประเทศทั่วโลก สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ นอกจากจะทำให้นิสิตนักศึกษาแพทย์ จากประเทศอื่นๆ ได้ รู้จักประเทศไทยแล้ว เราได้พูดคุย ถกเถียง และแลกเปลี่ยนกันใน สาระของวิชาชีพแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาธารณสุขและที่สำคัญทุกคนได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพของประเทศตัวเอง การประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายกับการแพทย์บ้านเราอย่างยิ่ง"


ปุ้ย

ปุ้ย...มานิตา จรัญเวชประเสริฐ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชั้นปีที่ 3 ประธานคณะกรรมการการจัดงาน March Meeting 2010 เสริมไม่ให้ขาดตอนว่า "ปีนี้โชคดีอย่างยิ่งที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ ในการจัดงานประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ August Meeting และจัดในช่วงเดือนมีนาคมซึ่งก็คือช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพเราเรียกว่า March Meeting ทั้งสองเวทีจะนำเสนอผลงานของนิสิตนักศึกษาแพทย์ที่เป็นสมาชิกในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เป็นการเสนอผลงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะการเรียนแพทย์นั้นจำเป็นต้องศึกษา ค้นคว้าวิจัยและต้องมีงานใหม่ๆ ที่สะท้อนปัญหาทางด้านสุขภาพของประเทศนั้นๆ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ทุกคนให้ความสนใจองค์ ความรู้เกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกอย่างมาก โดยเฉพาะสมุนไพรไทย และเห็นว่าแพทย์แผนไทยเป็นการรักษาที่นุ่มนวลเป็นมิตรกับคนไข้ มากกว่าใช้ยาอย่างเดียว"


ฟิลลิป

ไนซ์...วิริญจ์ เตียวศิริทรัพย์ นิสิตคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชั้นปีที่ 1 รับผิดชอบการประชาสัมพันธ์งาน March Meeting 2010 เล่าว่า "สิ่งที่ประเทศไทยได้รับจากการประชุมครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ประเทศต่างๆ จะได้เห็นศักยภาพของประเทศไทยทางด้านการแพทย์ผ่านการนำเสนอผลงานของนิสิต นักศึกษาแพทย์ ซึ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบุคลากรทางด้านการแพทย์ สาธารณสุขของประเทศด้วย ทั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจงานระดับนานาชาติ เนื่องจากงานนี้รัฐบาลให้งบประมาณสนับสนุน ตลอดถึงจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีทางวิชาการและยังทำให้นิสิต นักศึกษาแพทย์จากประเทศอื่นๆรู้จักประเทศไทยในมุมมองทางวิชาการและการท่องเที่ยวมากขึ้น"


นุ่น

ปิดท้ายด้วยพีอาร์ของงาน นุ่น...สุธีรา ธรรมยุทธสกุล นิสิตคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ชั้นปีที่ 1 ย้ำว่า "การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง ที่ทำให้นิสิต นักศึกษาแพทย์ไทยได้เข้าร่วมงานระดับนานาชาติ เพราะถ้ามีการประชุมในต่างประเทศ นิสิต นักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่อาจจะไม่มีโอกาสเดินทางไปร่วมงาน เพราะอาจติดขัดเรื่องการเงิน แต่การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในประเทศไทยทำให้นิสิต นักศึกษาแพทย์ไทยมีโอกาสได้เข้าร่วมงานกันอย่างทั่วถึง แม้จะมีข่าวสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ค่อยดี แต่นิสิตนักศึกษาแพทย์ตื่นเต้นและให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อถึงชั่วโมงที่ต้องลงมือปฏิบัติการจริงเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์"


ไนซ์

ผลพลอยได้จากการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างนิสิต นักศึกษาแพทย์ไทยและต่างชาติ ในการประชุม March Meeting 2010 ที่เกิดขึ้น นอกจากจะเป็นการโชว์ศักยภาพและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไปในตัวแล้ว

เชื่อมั่นว่ายังจะส่งผลถึงความร่วมมืออันดีทางการแพทย์ของบรรดา "ว่าที่คุณหมอ" ที่จะตามมาในอนาคต!!!

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง

ไคโรเมด สหคลีนิก (Chiromed) ศูนย์พัฒนาโครงสร้างร่างกายด้วยศาสตร์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) และเวชศาสตร์ ฟื้นฟูแบบผสมผสานเพื่อการรักษา ฟื้นฟู และป้องกันโครงสร้างร่างกายให้สมดุล ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สาขาต่างๆ มาผสานเป็นหนึ่งเดียว ดูแลรักษาโดยแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญด้านไคโรแพรคติก ไคโรเมด ได้จัดทำเว็บไซต์ขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ ความรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์ไคโร-แพรคติก พร้อมทั้งรวบรวมเทคนิคการดูแลสุขภาพ, การจัดกระดูก, ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ, โรคภัยต่างๆ อาการปวดหลัง อาการของออฟฟิศซินโดรม ข้อเข่าเสื่อม โรคอ้วน การออกกำลังกายเพื่อชะลอวัย รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ไว้ในเว็บไซต์ การดูแลสุขภาพจึงเริ่มต้นได้ด้วยตนเองง่ายๆ คลิกที่ www.chiromedbangkok.com

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ก.ม.ปฏิรูประบบสุขภาพมะกัน กับการเมืองเพื่อประชาชน

รับ แล้ว-นายสเตนี ฮอยเออร์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ แถลงมติที่ประชุม ซึ่งลงคะแนนรับรองการแก้ไขร่างกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของรัฐบาลพรรคเด โมแครตด้วยคะแนน 220 ต่อ 207 เสียง ที่อาคารแคปปิตอล ฮิลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 25 มี.ค.

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างประวัติศาสตร์ชาติอีกครั้งเมื่อ 23 มี.ค. ใช้ปากกา 20 ด้าม ลงนามประกาศใช้กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของประชาชนชาวอเมริกันกว่า 300 ล้านชีวิต

นับเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของฝ่ายเดโมแครต ที่ต้องจารึกและจดจำไปอีกนานเพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มีอดีตผู้นำหลายคนพยายามปฏิรูประบบดังกล่าวเช่นกันไม่ว่าประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (พ.ศ.2512-2517) หรือประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน (พ.ศ.2536-2544) แต่ก็ประสบความล้มเหลวมาตลอด

ด้านผู้นำโอบามาก็ดีใจจนเนื้อเต้น เหล่าสมาชิกพรรคในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะต่างระบุว่าท่านมีความยินดีปรีดามากกว่าตอนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเสียอีก ซึ่งภายหลังเจ้าตัวเผยว่า ในที่สุดก็สามารถสร้าง "ความเปลี่ยนแปลง" ให้ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คำสัญญาเมื่อสมัยหาเสียงมิใช่ลมปากอีกต่อไป

ทั้งนี้ ระบบดูแลสุขภาพของสหรัฐฯ (Healthcare System) เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน หลักๆมีอยู่ 2 ประการ ข้อแรกคือใช้งบประมาณสูง เห็นได้จากข้อมูลเมื่อปี 2550...รัฐบาลต้องจ่ายเป็นเงินมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 71.1 ล้านล้านบาท

ส่วนข้อสองอันเป็นปัญหาใหญ่คือระบบประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม ยังมีชาวบ้านไม่ได้ทำประกันถึง 46.3 ล้านคน กรณีนี้รวมถึงประชาชน ราว 18 ล้านคน ผู้มีรายได้สูงกว่า 50,000 ดอลลาร์ ต่อปี เนื่องด้วยทางบริษัทประกันมีเงื่อนไขตายตัวอาทิ การไม่ออกกรมธรรม์ให้แก่ผู้ที่มีโรคประจำ ตัว ทำให้ผู้คนต้องหันไปใช้สิทธิ์ในโครงการรัฐสวัสดิการอย่าง "เมดิแคร์" (Medicare) สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และโครงการ "เมดิเคด" (Medicaid) สำหรับผู้มีรายได้ต่ำแทน

แถมนับวันค่ารักษาพยาบาลยิ่งแพงขึ้นทุกขณะ หากไม่รีบแก้ไขรัฐย่อมต้องจ่ายค่าสวัสดิการจนหนี้ท่วมหัวแน่นอน

ดังนั้น กฎหมายใหม่นี้จึงมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ออกข้อกำหนดให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องทำประกันมิฉะนั้นจะถูกปรับเป็นเงิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ขณะที่บริษัทประกันก็ห้ามตั้งเงื่อนไขกีดกันต่างๆ

รวมถึงการจัดตั้งตลาดซื้อขายประกันสุขภาพที่เรียกว่า "เอ็กซ์เชนจ์ส" ทำหน้าที่คอยกำกับดูแลการทำธุรกรรมเพื่อให้ประชาชนสะดวกในการเลือกทำประกันกับบริษัทเอกชนที่ตนพึงพอใจ โดยรัฐจะคอยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายให้ส่วนหนึ่ง

จากการประเมินของรัฐบาลสหรัฐฯคาดว่าการปฏิรูประบบจะทำให้ประชาชนอีก 32 ล้านคน ที่ยังไม่มีประกันสุขภาพได้รับผลประโยชน์ ทั้งยังช่วยลดงบประมาณขาดดุลของประเทศในช่วง 10 ปีนับจากนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 138,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท และอีก 10 ปีถัดไปจะลดได้ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 38.8 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ดีก็ใช่ว่าจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีตามมา ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของยูเอสเอ ทูเดย์/แกลลัพ ระบุว่าชาว อเมริกันถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย (เพราะผู้ที่มีรายได้สูงต้องเสียภาษีเพิ่มไปอีก 4 ปี) ขณะที่ ทางพรรคคู่แข่งรีพับลิกันก็คัดค้านหัวชนฝา ไม่มีใครลงคะแนนสนับสนุนตอนโหวตผ่านร่างแม้แต่คนเดียว

"กฎหมายจะสร้างหนี้ให้ประเทศอย่างมหาศาล เพราะต้องใช้งบประมาณถึง 940,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30.4 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลา 10 ปีนับจากนี้ ช่างเป็นวันที่น่าเศร้าสลดสำหรับสหรัฐอเมริกาจริงๆ"

นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนก็ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูประบบ เพราะเห็นว่าจะทำให้เสียคะแนนสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ไม่พอใจกฎหมาย นำไปสู่การที่พรรคอาจสูญเสียที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทน ราษฎรและ ส.ว.ในวุฒิสภา หลังการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.นี้

แต่ทางประธานาธิบดีโอบามาดูจะไม่ใส่ใจต่อความกังวลของลูกพรรคเสียเท่าไร ออกแถลงท้าทายพรรครีพับลิกัน "เอ็งลุยเต็มที่" ในการ รณรงค์หาเสียงสนับสนุนให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว ก่อนช่วงเลือกตั้งสิ้นปี...เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชน อะไรที่ดีก็ต้องคงอยู่ต่อไป!

คำพูดตรงตามคอนเซปต์ "นักการ เมืองมาแล้วก็ไป" ไม่มีผิดเพี้ยน นักการเมืองบางประเทศสมควรยึดถือเป็นเยี่ยงอย่าง.

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปัญหาสุขภาพจิต ปมเด็กไทย ก้าวร้าว-สมาธิสั้น

อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผย ผลสำรวจความเข้มแข็งเด็กไทย พบเด็ก ในวัยเรียน อายุ 6 - 11 ปี มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ไร้เพื่อน ร้อยละ 73 ตามมาด้วย ก้าวร้าว และ สมาธิสั้น...

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงข่าวโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยวัยเรียน อายุ 6-11 ปี โดยติดตามสถานการณ์ความเข้มแข็งด้านจิตใจของเด็ก และการดูแลช่วยเหลือเด็กไทย ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ ดำเนินงานผ่าน 16 ศูนย์การเรียนรู้ ด้วยการใช้แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ) คัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง และ ให้การดูแลช่วยเหลือ มีเด็กเข้าร่วมโครงการ 1,732 คน ผลการดำเนินงาน พบว่า 4 อันดับ ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจของเด็ก ได้แก่ 1.ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน คิดเป็น ร้อยละ 73.9 2.ปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว ร้อยละ 29.6 3.ปัญหาสมาธิสั้น/อยู่ไม่นิ่ง ร้อยละ 27.8 และ 4.ปัญหาด้านอารมณ์ ร้อยละ 13.9 ซึ่งกรมสุขภาพจิตได้ให้การช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยงโดยการจัดกิจกรรมผ่านศูนย์การเรียนรู้ ผลปรากฏว่าเด็กดีขึ้น มีปัญหาลดลง

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิต ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาเครื่องมือวัดต้นทุนชีวิตเด็กวัยเรียน และดำเนินการสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็ก เพื่อหาแนวทางพัฒนาความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) และ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ได้อย่างตรงจุด โดยทำการสำรวจเด็กวัยเรียน จำนวน 1,080 คน ใน 4 ภาค 9 จังหวัด ได้แก่ จ.อุตรดิตถ์ เชียงราย สุรินทร์ อำนาจเจริญ ลพบุรี สมุทรปราการ ตราด กระบี่ และสุราษฎร์ธานี ผลการสำรวจ พบว่า เด็กไทยมีความเข้มแข็งภายในตนเอง ด้านคุณค่าของตน ร้อยละ 92.0 ด้านสติปัญญาการเรียนรู้ ร้อยละ 67.8 ส่วนปัจจัยเสริมความเข้มแข็งของเด็กจากภายนอก ได้แก่ การสนับสนุนจากครอบครัว ร้อยละ 61.5 จากเพื่อน และ โรงเรียน ร้อยละ 58.6 และ ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเพียงร้อยละ 54.5 ทั้งนี้ ปัจจัยเสริมความเข้มแข็งด้านจิตใจที่เด็กประเมินว่าตนเองมีมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.การสนับสนุนจากสมาชิกในครอบครัว 2.การถูกสอนเรื่องความซื่อสัตย์ 3. การถูกสอนให้เชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง มีจุดยืนที่ชัดเจน 4.การถูกสอนเรื่องความรับผิดชอบ และ 5.การมีเป้าหมายชีวิตและมองโลกในแง่ดี

ด้าน พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับเพื่อน เป็นปัญหาที่มีความสำคัญ เนื่องจาก เป็นการดำเนินชีวิตทางสังคมของเด็ก เพราะเพื่อนเข้ามามีบทบาทสำคัญมาก ทั้งการเล่น การมีปฏิสัมพันธ์ การใช้ชีวิตด้วยกัน หากเด็กไม่สามารถเข้าไปรวมกลุ่มเพื่อนที่จะร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ก็จะขาดโอกาสในการเรียนรู้ และทำให้เกิดความเครียดในเด็ก จนหันเหไปอยู่กับกลุ่มที่สร้างปัญหาให้กับสังคม