วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ก.ม.ปฏิรูประบบสุขภาพมะกัน กับการเมืองเพื่อประชาชน

รับ แล้ว-นายสเตนี ฮอยเออร์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ แถลงมติที่ประชุม ซึ่งลงคะแนนรับรองการแก้ไขร่างกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของรัฐบาลพรรคเด โมแครตด้วยคะแนน 220 ต่อ 207 เสียง ที่อาคารแคปปิตอล ฮิลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 25 มี.ค.

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างประวัติศาสตร์ชาติอีกครั้งเมื่อ 23 มี.ค. ใช้ปากกา 20 ด้าม ลงนามประกาศใช้กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของประชาชนชาวอเมริกันกว่า 300 ล้านชีวิต

นับเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของฝ่ายเดโมแครต ที่ต้องจารึกและจดจำไปอีกนานเพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มีอดีตผู้นำหลายคนพยายามปฏิรูประบบดังกล่าวเช่นกันไม่ว่าประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (พ.ศ.2512-2517) หรือประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน (พ.ศ.2536-2544) แต่ก็ประสบความล้มเหลวมาตลอด

ด้านผู้นำโอบามาก็ดีใจจนเนื้อเต้น เหล่าสมาชิกพรรคในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะต่างระบุว่าท่านมีความยินดีปรีดามากกว่าตอนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเสียอีก ซึ่งภายหลังเจ้าตัวเผยว่า ในที่สุดก็สามารถสร้าง "ความเปลี่ยนแปลง" ให้ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คำสัญญาเมื่อสมัยหาเสียงมิใช่ลมปากอีกต่อไป

ทั้งนี้ ระบบดูแลสุขภาพของสหรัฐฯ (Healthcare System) เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน หลักๆมีอยู่ 2 ประการ ข้อแรกคือใช้งบประมาณสูง เห็นได้จากข้อมูลเมื่อปี 2550...รัฐบาลต้องจ่ายเป็นเงินมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 71.1 ล้านล้านบาท

ส่วนข้อสองอันเป็นปัญหาใหญ่คือระบบประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม ยังมีชาวบ้านไม่ได้ทำประกันถึง 46.3 ล้านคน กรณีนี้รวมถึงประชาชน ราว 18 ล้านคน ผู้มีรายได้สูงกว่า 50,000 ดอลลาร์ ต่อปี เนื่องด้วยทางบริษัทประกันมีเงื่อนไขตายตัวอาทิ การไม่ออกกรมธรรม์ให้แก่ผู้ที่มีโรคประจำ ตัว ทำให้ผู้คนต้องหันไปใช้สิทธิ์ในโครงการรัฐสวัสดิการอย่าง "เมดิแคร์" (Medicare) สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และโครงการ "เมดิเคด" (Medicaid) สำหรับผู้มีรายได้ต่ำแทน

แถมนับวันค่ารักษาพยาบาลยิ่งแพงขึ้นทุกขณะ หากไม่รีบแก้ไขรัฐย่อมต้องจ่ายค่าสวัสดิการจนหนี้ท่วมหัวแน่นอน

ดังนั้น กฎหมายใหม่นี้จึงมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ออกข้อกำหนดให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องทำประกันมิฉะนั้นจะถูกปรับเป็นเงิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ขณะที่บริษัทประกันก็ห้ามตั้งเงื่อนไขกีดกันต่างๆ

รวมถึงการจัดตั้งตลาดซื้อขายประกันสุขภาพที่เรียกว่า "เอ็กซ์เชนจ์ส" ทำหน้าที่คอยกำกับดูแลการทำธุรกรรมเพื่อให้ประชาชนสะดวกในการเลือกทำประกันกับบริษัทเอกชนที่ตนพึงพอใจ โดยรัฐจะคอยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายให้ส่วนหนึ่ง

จากการประเมินของรัฐบาลสหรัฐฯคาดว่าการปฏิรูประบบจะทำให้ประชาชนอีก 32 ล้านคน ที่ยังไม่มีประกันสุขภาพได้รับผลประโยชน์ ทั้งยังช่วยลดงบประมาณขาดดุลของประเทศในช่วง 10 ปีนับจากนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 138,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท และอีก 10 ปีถัดไปจะลดได้ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 38.8 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ดีก็ใช่ว่าจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีตามมา ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของยูเอสเอ ทูเดย์/แกลลัพ ระบุว่าชาว อเมริกันถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย (เพราะผู้ที่มีรายได้สูงต้องเสียภาษีเพิ่มไปอีก 4 ปี) ขณะที่ ทางพรรคคู่แข่งรีพับลิกันก็คัดค้านหัวชนฝา ไม่มีใครลงคะแนนสนับสนุนตอนโหวตผ่านร่างแม้แต่คนเดียว

"กฎหมายจะสร้างหนี้ให้ประเทศอย่างมหาศาล เพราะต้องใช้งบประมาณถึง 940,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30.4 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลา 10 ปีนับจากนี้ ช่างเป็นวันที่น่าเศร้าสลดสำหรับสหรัฐอเมริกาจริงๆ"

นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนก็ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูประบบ เพราะเห็นว่าจะทำให้เสียคะแนนสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ไม่พอใจกฎหมาย นำไปสู่การที่พรรคอาจสูญเสียที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทน ราษฎรและ ส.ว.ในวุฒิสภา หลังการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.นี้

แต่ทางประธานาธิบดีโอบามาดูจะไม่ใส่ใจต่อความกังวลของลูกพรรคเสียเท่าไร ออกแถลงท้าทายพรรครีพับลิกัน "เอ็งลุยเต็มที่" ในการ รณรงค์หาเสียงสนับสนุนให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว ก่อนช่วงเลือกตั้งสิ้นปี...เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชน อะไรที่ดีก็ต้องคงอยู่ต่อไป!

คำพูดตรงตามคอนเซปต์ "นักการ เมืองมาแล้วก็ไป" ไม่มีผิดเพี้ยน นักการเมืองบางประเทศสมควรยึดถือเป็นเยี่ยงอย่าง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น